| ๑. | การดื่มน้ำเสริมไอโอดีนเป็นประจำทุกวัน มีแนวทางในการดำเนินกิจกรรม ดังนี้
๑.๑.สนับสนุน "ขวดเดี่ยว" คือสารละลายไอโอดีนเข้มข้น และ "ขวดคู่" คือชุดสำหรับตรวจหาสารไอโอดีนแบบรวดเร็วให้แก่โรงเรียนทุกโรง |
| ๑.๒.สนับสนุนภาชนะใส่น้ำให้กับโรงเรียนที่ยังขาดแคลน |
๑.๓.ควรให้เด็กนักเรียนรับผิดชอบในการเตรียมน้ำเสริมไอโอดีนเป็นประจำ ทุกวันพร้อมทั้งกำกับดูแลให้เด็กนักเรียนทุกคนได้ดื่มน้ำเสริมไอโอดีน
อย่างน้อยวันละ ๒ แก้วโดยมีครูประจำชั้นเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแล
อีกชั้นหนึ่ง |
๑.๔.ควรกำหนดตารางการตรวจสอบสารไอโอดีนด้วยชุดขวดคู่โดยมีครู เป็นผู้ควบคุมและกำกับ
ดูแล |
|
| ๒. |
การใช้เกลือเสริมไอโอดีนปรุงอาหารกลางวันเป็นประจำทุกวันมีแนวทางใน การดำเนินกิจกรรม ดังนี้
| ๒.๑.สนับสนุนเกลือไอโอดีนให้แก่โรงเรียนทุกโรง |
๒.๒.ควรให้ผู้รับผิดชอบการประกอบอาหารกลางวันแต่ละวันใช้เกลือเสริม
ไอโอดีนปรุงอาหารในปริมาณ ๑/๓ ช้อนชา หรือ ๑.๖ กรัมต่อคน ต่อมื้อทุกวัน |
๒.๓.ควรกำหนดตารางการตรวจสอบสารไอโอดีนด้วยชุดขวดคู่โดยมีครู
เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแล |
|
| ๓. | การให้ยาเม็ดไอโอดีนแก่เด็กนักเรียน มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
| ๓.๑.สนับสนุนยาเม็ดไอโอดีนให้แก่โรงเรียนที่พบอัตราคอพอกตั้งแต่ร้อยละ ๒๐ ขึ้นไปทุก ๖ เดือน |
| ๓.๒.ให้ยาเม็ดแก่เด็กนักเรียนทุกคน คนละ ๑ เม็ด ทุก ๖ เดือน |
|
| ๔ | การเฝ้าระวังโรคขาดสารไอโอดีน มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
๔.๑.ดำเนินการตรวจคอพอกในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาทุกคน
ปีละ ๒ ครั้งในเดือนพฤษภาคมและเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป |
| ๔.๒.ควรมีการฝึกทบทวนวิธีการตรวจคอพอกแก่ครูพยาบาลเป็นประจำทุกปี |
|
| ๕ | การอบรมให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน และบุคลากรโรงเรียนในเรื่องโรคขาดสาร ไอโอดีนมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมดังนี้
๕.๑.ครูควรจัดการเรียนการสอนเรื่องโรคขาดสารไอโอดีนโดยกำหนดเนื้อหา
ไว้ในวิชาที่เกี่ยวข้อง |
๕.๒.บุคลากรของโรงเรียนควรได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมความรู้เรื่อง
โรคขาดสารไอโอดีนด้วย |
|